ชาร์ล กู๊ดเยียร์ เป็นผู้คิดค้นเรื่องยางเป็นคนแรก
จอห์น บอยด์ ดัลลอป ผู้คิดค้นการเติมลมในยางเป็นคนแรก
พี่น้องมิชลิน คิดค้นยางเรเดียลเส้นแรก
รูดอล์ฟ ดีเซล คิดค้นเครื่องยนต์ดีเซลเป็นคนแรก
อดอล์ฟ ฟิคค์ เป็นผู้คิดค้น คอนแทกเลนส์คนแรก
วิลลิส แคริเออร์ เป็นผู้คิดค้นเครื่องปรับอากาศได้สำเร็จ
(ว่างจะมาต่อเรื่อยๆ)
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553
"อยากจะค้าขาย"
มีคนจำนวนมากที่อยากเป็นคนค้าขาย และมีหลายๆ คนก็อยากจะเป็นเจ้าของกิจการ
เพราะเห็นว่าคนที่ทำการค้าขายมักจะรวยกว่าเป็นลูกจ้าง รวยกว่าคนที่ไม่ได้ทำค้าขาย หรือเป็นเจ้าของกิจการ
ที่จริงแล้วการที่จะเป็นคนค้าขายไม่ใช่คิดอยากจะเป็นก็ไปทำ ไปลงทุน แล้วก็สำเร็จ เพราะการค้าขายนั้นมีความสลับซับซ้อนอยู่มาก ซึ่งต้องการการใช้ความคิดและทำความเข้าใจอย่างมากมาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ การไปเรียนวิชาบริหารธุรกิจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในการค้าขาย แต่อาจจะทำให้คนที่ไปเรียนสำคัญผิดคิดว่าเรียนจบแล้วจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการค้าขายได้
คนที่จะค้าขายเป็นนั้น ไม่จำเป็นต้องไปเรียนบริหารธุรกิจเลย ที่สำคัญก็คือต้องเป็นนักคิด นักสังเกต นักทำ รวมทั้งต้องเป็นคนที่มุ่งสำเร็จและมุ่งกำไร เพราะการค้าขายทุกชนิดรวมทั้งการผลิต ธุรกิจบริการ เป้าหมายสุดท้ายก็คือ กำไร
ฉะนั้นคนที่ไม่ใส่ใจอย่างแท้จริงเรื่องการทำกำไรมักไม่ประสบความสำเร็จ หรือถ้าสำเร็จก็ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องคนและเรื่องตัวเลขไปพร้อมๆ กัน คนส่วนมากเวลาเก่งเรื่องคนก็มักจะอ่อนเรื่องตัวเลข คนที่ประสบความสำเร็จสูงมักจะเก่งทั้งสองอย่าง
การค้าขายต้องเกี่ยวกับคน ในที่นี้ก็คือ ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน คู่ค้า คู่แข่ง ซึ่งล้วนเป็นคนทั้งสิ้น ส่วนทางตัวเลขก็ได้แก่
1.ยอดขาย
2.ต้นทุน
3.ค่าใช้จ่าย
4.กำไร ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำค้าขาย และจะต้องทำให้ข้อหนึ่งถึงข้อสี่นั้นสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา
การที่จะทำการค้าขายสำเร็จได้ดีนั้นก็คือ ต้องหมั่นคิดเรื่องคน เข้าใจคน เข้าใจความรู้สึกของคน เข้าใจเรื่องความต้องการของคน เข้าใจพฤติกรรมของคน สำหรับตัวเลขนั้นก็ต้องเข้าใจวิธีการจะทำการค้าให้มีกำไรว่าต้องทำอย่างไร และต้องติดตามตัวเลขต่างๆ อย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา และสามารถประเมินผลของการกระทำต่างๆ ของเราว่าได้ผลในเชิงตัวเลขมากน้อยแค่ไหนอยู่ตลอดเวลา
คนที่ไม่สนใจเรื่องตัวเลข หรือบอกตัวเองว่าไม่ชอบเรื่องตัวเลข มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการค้าขาย แม้แต่ไม่ใช่เจ้าของกิจการ เป็นแค่ผู้บริหาร ถ้าจะทำให้การงานของตนเองมีความก้าวหน้ายังต้องสนใจในด้านตัวเลขและเรื่องคนด้วย คนที่ไม่ชอบอยู่กับคน หรือคนที่ไม่ชอบตัวเลขก็ควรจะไปเป็นศิลปิน หรือเป็นนักประพันธ์ นักแสดง ฯลฯ ซึ่งก็อาจจะมีโอกาสสำเร็จในชีวิตมากกว่า
สุดท้ายคือ คนค้าขายต้องเป็นคนที่มีวินัยในด้านการเงิน ต้องรักษาเครดิตของตนเอง อาทิเช่น ถ้ารับปากกับใครว่าจะใช้เงินคืนเขาเมื่อไร ก็ต้องใช้เงินให้ตรงตามเวลา และการทำงานก็ต้องรู้จักแยกกระเป๋า เช่น กระเป๋านี้ส่วนตัว กระเป๋านี้เงินของบริษัท และสุดท้ายของสุดท้ายต้องใช้เงินให้คุ้มค่า ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เงินเลย หรือใช้อย่างไม่ได้มีสติยั้งคิด อย่างเช่น
พวกที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากซื้ออะไรก็ต้องซื้อ โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ หรือคุณค่าของของที่ตนซื้อหามา
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
เพราะเห็นว่าคนที่ทำการค้าขายมักจะรวยกว่าเป็นลูกจ้าง รวยกว่าคนที่ไม่ได้ทำค้าขาย หรือเป็นเจ้าของกิจการ
ที่จริงแล้วการที่จะเป็นคนค้าขายไม่ใช่คิดอยากจะเป็นก็ไปทำ ไปลงทุน แล้วก็สำเร็จ เพราะการค้าขายนั้นมีความสลับซับซ้อนอยู่มาก ซึ่งต้องการการใช้ความคิดและทำความเข้าใจอย่างมากมาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงข้อนี้ การไปเรียนวิชาบริหารธุรกิจไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในการค้าขาย แต่อาจจะทำให้คนที่ไปเรียนสำคัญผิดคิดว่าเรียนจบแล้วจะมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการค้าขายได้
คนที่จะค้าขายเป็นนั้น ไม่จำเป็นต้องไปเรียนบริหารธุรกิจเลย ที่สำคัญก็คือต้องเป็นนักคิด นักสังเกต นักทำ รวมทั้งต้องเป็นคนที่มุ่งสำเร็จและมุ่งกำไร เพราะการค้าขายทุกชนิดรวมทั้งการผลิต ธุรกิจบริการ เป้าหมายสุดท้ายก็คือ กำไร
ฉะนั้นคนที่ไม่ใส่ใจอย่างแท้จริงเรื่องการทำกำไรมักไม่ประสบความสำเร็จ หรือถ้าสำเร็จก็ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องคนและเรื่องตัวเลขไปพร้อมๆ กัน คนส่วนมากเวลาเก่งเรื่องคนก็มักจะอ่อนเรื่องตัวเลข คนที่ประสบความสำเร็จสูงมักจะเก่งทั้งสองอย่าง
การค้าขายต้องเกี่ยวกับคน ในที่นี้ก็คือ ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน คู่ค้า คู่แข่ง ซึ่งล้วนเป็นคนทั้งสิ้น ส่วนทางตัวเลขก็ได้แก่
1.ยอดขาย
2.ต้นทุน
3.ค่าใช้จ่าย
4.กำไร ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำค้าขาย และจะต้องทำให้ข้อหนึ่งถึงข้อสี่นั้นสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา
การที่จะทำการค้าขายสำเร็จได้ดีนั้นก็คือ ต้องหมั่นคิดเรื่องคน เข้าใจคน เข้าใจความรู้สึกของคน เข้าใจเรื่องความต้องการของคน เข้าใจพฤติกรรมของคน สำหรับตัวเลขนั้นก็ต้องเข้าใจวิธีการจะทำการค้าให้มีกำไรว่าต้องทำอย่างไร และต้องติดตามตัวเลขต่างๆ อย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา และสามารถประเมินผลของการกระทำต่างๆ ของเราว่าได้ผลในเชิงตัวเลขมากน้อยแค่ไหนอยู่ตลอดเวลา
คนที่ไม่สนใจเรื่องตัวเลข หรือบอกตัวเองว่าไม่ชอบเรื่องตัวเลข มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการค้าขาย แม้แต่ไม่ใช่เจ้าของกิจการ เป็นแค่ผู้บริหาร ถ้าจะทำให้การงานของตนเองมีความก้าวหน้ายังต้องสนใจในด้านตัวเลขและเรื่องคนด้วย คนที่ไม่ชอบอยู่กับคน หรือคนที่ไม่ชอบตัวเลขก็ควรจะไปเป็นศิลปิน หรือเป็นนักประพันธ์ นักแสดง ฯลฯ ซึ่งก็อาจจะมีโอกาสสำเร็จในชีวิตมากกว่า
สุดท้ายคือ คนค้าขายต้องเป็นคนที่มีวินัยในด้านการเงิน ต้องรักษาเครดิตของตนเอง อาทิเช่น ถ้ารับปากกับใครว่าจะใช้เงินคืนเขาเมื่อไร ก็ต้องใช้เงินให้ตรงตามเวลา และการทำงานก็ต้องรู้จักแยกกระเป๋า เช่น กระเป๋านี้ส่วนตัว กระเป๋านี้เงินของบริษัท และสุดท้ายของสุดท้ายต้องใช้เงินให้คุ้มค่า ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เงินเลย หรือใช้อย่างไม่ได้มีสติยั้งคิด อย่างเช่น
พวกที่อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากซื้ออะไรก็ต้องซื้อ โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ หรือคุณค่าของของที่ตนซื้อหามา
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ตลกล้อเลียนการเมือง
ตลกล้อเลียนการเมือง โดย ซาร์กานา ศิลปินตลกชาวพม่า ได้แต่งไว้มีหลายเรื่องครับ แต่ในที่นี้จะนำเอาตัวอย่างเรื่องที่สะท้อนให้เห็นสังคมในพม่า ซึ่งนำมาเล่าเป็นเรื่องขำขัน มี 3 เรื่องนะครับ คนพม่าชอบมากแต่ รัฐบาลทหารจ้องตาเขียวเชียว
เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับนายทหาร 3 นายจากไทย เกาหลี พม่า พร้อมผู้ติดตามโดยสารรถไฟสู่ย่างกุ้ง หลังไปเยี่ยมค่ายทหารนอกเมือง
เมื่อถึงเวลาอาหารเที่ยง นายทหารไทยสั่งให้ผู้ติดตามหยิบเอากุ้งทะเลตัวโตออกมาจากกระเป๋า 2 ตัว กินไปได้เพียง 2 คำ ก็โยนกุ้งออกทางหน้าต่างรถไฟ ทหารพม่ามองด้วยความเสียดายเพราะเป็นที่รู้ๆกันว่าในพม่า แม้แต่นายทหารก็ยังต้องอยู่กันอย่างอดๆอยากๆ
“เมืองไทยบ้านผม อาหารแบบนี้มีเหลือเฟือ คนไทยกินทิ้งกินขว้างเป็นประจำ” นายทหารไทยเจตนาคุยทับ
นายทหารเกาหลีมีหรือจะยอมน้อยหน้า หันไปขอโทรศัพท์มือถือจากทหารติดตาม พูดคุยได้ไม่กี่คำก็โยนโทรศัพท์ทิ้งออกนอกหน้าต่างรถไฟ พร้อมกับคุยฟุ้งว่า “โทรศัพท์มือถือที่เกาหลีถูกเสียยิ่งกว่าโสร่งพม่าผมใช้เสร็จก็โยนทิ้งอย่างนี้ทุกทีแหละ”
นายทหารพม่ารู้สึกตัวว่ากำลังถูกทหารไทยและทหารเกาหลีลูบคมถึงในบ้าน จึงคิดหาทางข่มทับ คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก เพราะทุกอย่างในพม่ามันขาดแคลนไปเสียหมด จะทิ้งก็เสียดายทันใดนั้น ความคิดอันแหลมคมก็เกิดขึ้น “ขอวิสกี้แก้ว” นายทหารพม่าตะโกนเรียกผู้ติดตาม ทันทีที่ซดเหล้าหมดแก้วนายทหารพม่าก็ลุกขึ้นมากระชากคอเสื้อผู้ติดตามแล้วโยนออกนอกหน้าต่างทันที ท่ามกลางความตื่นตะลึงของนายทหารไทยและนายทหารเกาหลี
“ไม่ต้องตกใจ” นายทหารพม่ารีบอธิบาย“ในพม่าชีวิตคนถูกมาก เราใช้งานแค่ครั้งเดียวก็โยนทิ้งได้แล้ว” !!!
*****************************************
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการอวดความสามารถของหมอผ่าตัด 3 คนหมอจากอังกฤษ ฝรั่งเศสและหมอพม่าเอง
หมอฝรั่งเศสพูดว่า“ผมเคยต่อขาให้เด็กคนหนึ่งที่โดนรถไฟทับจนขาขาดทั้ง 2 ข้าง คุณเชื่อมั้ย ทุกวันนี้เด็กคนนั้นโตขึ้นและกลายเป็นดาราฟุตบอลชื่อดังที่สุดของฝรั่งเศส”
หมออังกฤษหัวเราะ “โธ่ แค่นี้ สู้ผมไม่ได้ ผมมีคนไข้ที่โดนเครื่องจักรตัดจนคอขาด ผมต่อหัวให้จนทุกวันนี้เขากลายเป็นนักการเมืองชั้นนำของอังกฤษไปแล้ว”
หมอพม่าส่ายหัว “คุณสองคนฟังเรื่องของผมดีกว่า ผมเคยรักษาเด็กคนหนึ่งที่ถูกรถทับหัวจนสมองเละไปหมด ผมต้องไปแคะเอาสมองจากหมูตัวหนึ่งในเล้าข้างโรงพยาบาลมาใส่แทนเด็กคนนี้โตขึ้นก็ไปสมัครเป็นทหาร เป็นใหญ่เป็นโตในกองทัพ ปฏิวัติยึดอำนาจและปกครองประเทศพม่ามาจนถึงทุกวันนี้” !!!
*****************************************
เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องในวงสนทนาของคนพม่า อังกฤษและอเมริกันชาวอังกฤษ
“ผมว่าคนอังกฤษเก่งที่สุดในโลก เพราะมีคนอังกฤษคนหนึ่งสามารถปีนเขาเอเวอร์เรสต์จนถึงยอดได้ ทั้งๆ ที่ขาด้วนทั้งสองข้าง”
ชาวอเมริกัน ตอบว่า” ไม่เท่าไรหรอก คุณรู้หรือเปล่าคนอเมริกันสามารถพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคได้ ทั้งๆ ที่แขนด้วนทั้งสองข้าง
คนพม่าหัวเราะฮึๆ “ที่พวกคุณเล่ามาทั้งหมดนั้นเทียบไม่ได้กับทหารพม่าสักนิด ทหารพม่าสามารถยึดอำนาจและปกครองประเทศที่ประชากรกว่า 50 ล้านคนได้ โดยไม่ต้องมีสมองแม้แต่นิดเดียว” ???
*****************************************
ตลกร้ายจริงๆนะครับ อิอิอิ
เรื่องแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับนายทหาร 3 นายจากไทย เกาหลี พม่า พร้อมผู้ติดตามโดยสารรถไฟสู่ย่างกุ้ง หลังไปเยี่ยมค่ายทหารนอกเมือง
เมื่อถึงเวลาอาหารเที่ยง นายทหารไทยสั่งให้ผู้ติดตามหยิบเอากุ้งทะเลตัวโตออกมาจากกระเป๋า 2 ตัว กินไปได้เพียง 2 คำ ก็โยนกุ้งออกทางหน้าต่างรถไฟ ทหารพม่ามองด้วยความเสียดายเพราะเป็นที่รู้ๆกันว่าในพม่า แม้แต่นายทหารก็ยังต้องอยู่กันอย่างอดๆอยากๆ
“เมืองไทยบ้านผม อาหารแบบนี้มีเหลือเฟือ คนไทยกินทิ้งกินขว้างเป็นประจำ” นายทหารไทยเจตนาคุยทับ
นายทหารเกาหลีมีหรือจะยอมน้อยหน้า หันไปขอโทรศัพท์มือถือจากทหารติดตาม พูดคุยได้ไม่กี่คำก็โยนโทรศัพท์ทิ้งออกนอกหน้าต่างรถไฟ พร้อมกับคุยฟุ้งว่า “โทรศัพท์มือถือที่เกาหลีถูกเสียยิ่งกว่าโสร่งพม่าผมใช้เสร็จก็โยนทิ้งอย่างนี้ทุกทีแหละ”
นายทหารพม่ารู้สึกตัวว่ากำลังถูกทหารไทยและทหารเกาหลีลูบคมถึงในบ้าน จึงคิดหาทางข่มทับ คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก เพราะทุกอย่างในพม่ามันขาดแคลนไปเสียหมด จะทิ้งก็เสียดายทันใดนั้น ความคิดอันแหลมคมก็เกิดขึ้น “ขอวิสกี้แก้ว” นายทหารพม่าตะโกนเรียกผู้ติดตาม ทันทีที่ซดเหล้าหมดแก้วนายทหารพม่าก็ลุกขึ้นมากระชากคอเสื้อผู้ติดตามแล้วโยนออกนอกหน้าต่างทันที ท่ามกลางความตื่นตะลึงของนายทหารไทยและนายทหารเกาหลี
“ไม่ต้องตกใจ” นายทหารพม่ารีบอธิบาย“ในพม่าชีวิตคนถูกมาก เราใช้งานแค่ครั้งเดียวก็โยนทิ้งได้แล้ว” !!!
*****************************************
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการอวดความสามารถของหมอผ่าตัด 3 คนหมอจากอังกฤษ ฝรั่งเศสและหมอพม่าเอง
หมอฝรั่งเศสพูดว่า“ผมเคยต่อขาให้เด็กคนหนึ่งที่โดนรถไฟทับจนขาขาดทั้ง 2 ข้าง คุณเชื่อมั้ย ทุกวันนี้เด็กคนนั้นโตขึ้นและกลายเป็นดาราฟุตบอลชื่อดังที่สุดของฝรั่งเศส”
หมออังกฤษหัวเราะ “โธ่ แค่นี้ สู้ผมไม่ได้ ผมมีคนไข้ที่โดนเครื่องจักรตัดจนคอขาด ผมต่อหัวให้จนทุกวันนี้เขากลายเป็นนักการเมืองชั้นนำของอังกฤษไปแล้ว”
หมอพม่าส่ายหัว “คุณสองคนฟังเรื่องของผมดีกว่า ผมเคยรักษาเด็กคนหนึ่งที่ถูกรถทับหัวจนสมองเละไปหมด ผมต้องไปแคะเอาสมองจากหมูตัวหนึ่งในเล้าข้างโรงพยาบาลมาใส่แทนเด็กคนนี้โตขึ้นก็ไปสมัครเป็นทหาร เป็นใหญ่เป็นโตในกองทัพ ปฏิวัติยึดอำนาจและปกครองประเทศพม่ามาจนถึงทุกวันนี้” !!!
*****************************************
เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องในวงสนทนาของคนพม่า อังกฤษและอเมริกันชาวอังกฤษ
“ผมว่าคนอังกฤษเก่งที่สุดในโลก เพราะมีคนอังกฤษคนหนึ่งสามารถปีนเขาเอเวอร์เรสต์จนถึงยอดได้ ทั้งๆ ที่ขาด้วนทั้งสองข้าง”
ชาวอเมริกัน ตอบว่า” ไม่เท่าไรหรอก คุณรู้หรือเปล่าคนอเมริกันสามารถพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคได้ ทั้งๆ ที่แขนด้วนทั้งสองข้าง
คนพม่าหัวเราะฮึๆ “ที่พวกคุณเล่ามาทั้งหมดนั้นเทียบไม่ได้กับทหารพม่าสักนิด ทหารพม่าสามารถยึดอำนาจและปกครองประเทศที่ประชากรกว่า 50 ล้านคนได้ โดยไม่ต้องมีสมองแม้แต่นิดเดียว” ???
*****************************************
ตลกร้ายจริงๆนะครับ อิอิอิ
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553
ขาลุย มาเดินป่าสุดสัปดาห์กันครับ
วันนี้ว่าจะมาแนะนำ สถานที่เดินป่าแบบมันส์ๆให้ครับ ที่ๆว่านี้คือป่าเขาใหญ่ แต่เราจะเข้าทางที่ๆคนส่วนใหญ่ไม่ไปกัน (ผมเดินป่าเส้นนี้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆขาลุยมาเกือบ 18 ปีละ)
เมื่อขับรถจากกรุงเทพฯมาถึงแยกทางเข้า อ.มวกเหล็ก ให้ U-turn ที่ 2 (ทางขึ้นเนินกลางดง) กลับรถมาแล้ว อีก 100 เมตรเลี้ยวซ้ายเข้าไปเลยครับ จะผ่านหมู่บ้านแรก เค้าเรียกหมู่บ้านผ่านศึก คอยถามชาวบ้านนะครับว่าเส้นทางไปหมู่บ้านซับใต้ไปทางไหน (หมู่บ้านซับใต้เป็นหมู่บ้านติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งอยู่ตำบลพญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นี่แหละครับที่เค้าเรียก "ดงพญาเย็น" เข้าจากถนนมิตรภาพไปประมาณ 14-15 กม.) ถึงหมู่บ้านซับใต้ให้หาที่ตั้งของ ศูนย์พัฒนาซับใต้ ติดต่อขอคนนำทางได้ที่นี่ครับ
แหล่งที่จะไปได้ในเส้นทางนี้ก็มีหลายที่ เส้นทางที่ผมไปก็มี
- น้ำตกคลองแม่ปล้อง (เป็นน้ำตกต้นสายของน้ำตก สาริกา/นางรอง จ.นครนายก) ใช้เวลาเดินแบบคนเมืองก็ราวๆ 5-7 ชม. เดินขึ้นหุบประมาณ 1-1.5 ชม. ที่เหลือเดินตามด่านสัตว์และลำธาร ร่องรอยสัตว์ที่พบ หมี เสือดาว เสือโคร่ง เก้ง ช้าง หมูป่า อีเห็น นางอาย ตะกวด งูหลายสายพันธุ์ นกหลายสายพันธุ์ ไก่ป่า เส้นทางนี้หากเดินไปต่ออีก 1 วันก็จะถึงน้ำตกเหวสีเสียด แล้วออกนครนายกไปเลย
- น้ำตกช้างหมอบ ไหลลงมาจากเขาฟ้าผ่า (แต่เขามองไกลๆเป็นรูปช้างกำลังหมอบ) ใช้เวลาเดิน 2-3 ชม. น้ำตกนี้ใช้ทดสอบคนที่เริ่มลองเดินป่าครับ เหนื่อยช่วงทางขึ้นหุบ ร่องรอยสัตว์ที่พบ หมี เสือปลา เก้ง หมูป่า งูหลายสายพันธุ์ นกหลายสายพันธุ์ ไก่ป่า
- เขานมนาง (เป็นยอดเขาหัวโล้นสองลูก ข้างบนเป็นทุ่งหญ้าสวย) เดินขึ้นเขากันครึ่งวันครับ แต่ต้องแบกถังน้ำใส่น้ำขึ้นไปด้วยข้างบนไม่มีน้ำ ข้างบนสวยมากๆ ทุ่งหญ้าสวยเสมอกัน มองวิวได้รอบทิศทาง ดีไม่ดีได้เห็นกระทิงลงมากินโป่งข้างล่างด้วย ยิ่งหน้าหนาว เป็นทะเลหมอกเลยครับ ร่องรอยสัตว์ที่พบ ไม่ค่อยมี
- ยอดเขาฟ้าผ่าหรือช้างหมอบหรือปางห้าร้อย เป็นสันเขายาวประมาณ 1-2 กม. มีน้ำข้างบน และมีต้นไม้ใหญ่ด้านบน มีโป่ง ใช้เวลาเดิน 2-4 ชม. มองด้านหน้ามองเห็นไปนอกเขาใหญ่มี หมู่บ้านต่างๆ มองด้านหลังเป็นผืนป่ากว้างใหญ่สวยงามมาก เช้าจะเห็นฝูกนกเงือกออกหากิน ตอนเย็นจะเห็นฝูงมันบินกลับรัง ตื่นตาตื่นใจมากสำหรับนกที่หายาก ร่องรอยสัตว์ที่พบ หมูป่า หมี นกนานาชนิด ไก่ป่า เก้ง
- น้ำตก ตาด 1 ตาด 2 เป็นชั้นน้ำตกขนาดกลาง ใช้เวลาเดิน 2-4 ชม. ไปทางด้านหลังของเขาฟ้าผ่า/ช้างหมอบ สวย สงบ ไปอีกแบบ ร่องรอยสัตว์ที่พบ หมูป่า หมี นกนานาชนิด ไก่ป่า เก้ง ชะนี
ที่กล่าวมานั้นเหมาะสำหรับการพักแรม 1-2 คืน
อุปกรณ์ที่นำไปด้วย เต้นท์หรือเปลทหาร, ไฟฉาย, ยากันทาก, ไฟแช็ค, มีด, ถุงเท้า, เสื้อกันหนาว, กระติกน้ำ, หม้อสนาม, กระทะสนาม, ช้อนซ้อม, แก้วพลาสติก /สุดท้ายหากมีวิทยุสื่อสารจะดีมากหากเกิดเรื่องคาดไม่ถึง
อาหารที่แนะนำ ข้าวสาร, ปลากระป๋อง, เนื้อเค็ม, กุญเชียง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำพริกกระปุก, กาแฟ, ไข่ไก่(ใส่หม้อสนามไปยัดกับหนังสือพิมพ์ขยุ้มๆ)
ยา ยาใส่แผลสด ยาแก้ปวด
สิ่งที่ควรทำก่อนออกทริป กินยากันมาเลเรียก่อนเดินทาง, เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม, รู้ตัวว่าจะเป็นไข้หรือเป็นหวัดให้ยกเลิกทันที
ความเชื่อชาวบ้านในการเดินป่า
- เห็นอะไรผิดปกติอย่าทัก เค้าว่า "มันจะเข้าตัว"
- ไม่ควรเรียกชื่อสัตว์โดยตรงในป่า ควรใช้คำเลี่ยง เช่น เสือ เรียกเป็น แมวใหญ่, ช้าง เป็น บิ๊กฟุต เป็นต้น เค้าว่า "เรียกชื่อสัตว์เหมือนเรียกมันมาหา"
- อย่าเอาหม้อข้าวตักน้ำ เค้าว่า "ฝนฟ้าจะไม่ดี"
อุปกรณ์ที่นำไปด้วย เต้นท์หรือเปลทหาร, ไฟฉาย, ยากันทาก, ไฟแช็ค, มีด, ถุงเท้า, เสื้อกันหนาว, กระติกน้ำ, หม้อสนาม, กระทะสนาม, ช้อนซ้อม, แก้วพลาสติก /สุดท้ายหากมีวิทยุสื่อสารจะดีมากหากเกิดเรื่องคาดไม่ถึง
อาหารที่แนะนำ ข้าวสาร, ปลากระป๋อง, เนื้อเค็ม, กุญเชียง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, น้ำพริกกระปุก, กาแฟ, ไข่ไก่(ใส่หม้อสนามไปยัดกับหนังสือพิมพ์ขยุ้มๆ)
ยา ยาใส่แผลสด ยาแก้ปวด
สิ่งที่ควรทำก่อนออกทริป กินยากันมาเลเรียก่อนเดินทาง, เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม, รู้ตัวว่าจะเป็นไข้หรือเป็นหวัดให้ยกเลิกทันที
ความเชื่อชาวบ้านในการเดินป่า
- เห็นอะไรผิดปกติอย่าทัก เค้าว่า "มันจะเข้าตัว"
- ไม่ควรเรียกชื่อสัตว์โดยตรงในป่า ควรใช้คำเลี่ยง เช่น เสือ เรียกเป็น แมวใหญ่, ช้าง เป็น บิ๊กฟุต เป็นต้น เค้าว่า "เรียกชื่อสัตว์เหมือนเรียกมันมาหา"
- อย่าเอาหม้อข้าวตักน้ำ เค้าว่า "ฝนฟ้าจะไม่ดี"
**การตักน้ำในลำธารดื่มให้ตักน้ำไหล อย่าตักน้ำนิ่งเพราะอาจเสี่ยงกับไข้มาเลเรีย ไข้ป่าได้**
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)