วิกฤตเศรษฐกิจ2540
เริ่มมาจากการถูกโจมตีค่าเงิน
ทำไมเริ่มจากไทย พวกนักค้าเงินมองว่าเงินบาทนั้นมีค่าอ่อนกว่าความเป็นจริง (ไทยไม่ได้ลอยตัวเงินบาทตามกลไกตลาดเงินแต่ผูกค่าเงินไว้ที่ 25บาท/1ดอลล่า) ซึ่งหมายความว่ามีเงินบาทหมุนเวียนในตลาดมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ(การจะพิมพ์แบงค์หรือนำเงินเข้าสู่ระบบจะต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศเป็นหลักประกันค่าเงิน) ซึ่งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ของ จอร์จ โซรอสก็เห็นจุดนี้และที่สำคัญยุคนั้นมีการปั่นราคาที่ดิน ปั่นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไฟแนนซ์ต่างๆก็ปล่อยกู้อสังหาริมทรัพย์กันอย่างสนุกสนาน ไฟแนนซ์มีการกู้เงินจากธนาคารทุนในต่างประเทศในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่ากู้กับสถาบันการเงินใหญ่ๆในไทย ที่อัตราแลกเปลี่ยน 25 บาท/1 ดอลล่าสหรัฐ คือมีโครงสร้างเศรษฐกิจแบบฟองสบู่(สภาพความเป็นจริงเศรษฐกิจไม่ได้ใหญ่โตและพัฒนาตามตัวเลขที่ปั่นกันขึ้นมา) มันจึงเป็นลูกโป่งที่เปล่งจนจะระเบิดรอเวลามีเข็มมาจิ้มมัน ซึ่งเข็มที่ว่าก็คือ จอร์จ โซรอส
การโจมตีค่าเงิน เริ่มเมื่อนักค้าเงิน(โดยมีกองทุนเฮดจ์ฟันด์ของจอร์จ โซรอส เป็นโต้โผหลัก) ได้มีการระดมเงินบาทในตลาดทั่วโลกแล้วเทขายเพื่อซื้อดอลล่าในตลาดเงินทั่วโลก ธนาคารแห่งประเทศไทยและ รมต.คลัง อำนวย วีรวรรณ ในขณะนั้นแก้สถานการณ์ด้วยการเข้าซื้อเงินบาทที่เทขายมาเพื่อพยุงค่าเงิน เพราะถ้าเงินบาทล้นตลาดมันจะอ่อนค่า ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินต่างๆที่กู้เงินจากต่างประเทศต้องเสียหายและธุรกิจส่งออกต้องกระทบ แต่การเทขายเพื่อซื้อดอลล่ามีมาอย่างมหาศาลจนสุดท้ายก็ต้องควักทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งมีอยู่น้อยนิด(2หมื่นล้านดอลล่ามั้ง)เข้ามาช้อนซื้อ ยกแรกผ่านไปเหมือนธนาคารแห่งประเทศไทยจะชนะ มีการเปิดแชมเปญกันที่ธนาคาร(ตามที่ได้ยินมาในสารคดีของ NG) แต่มันยังไม่หมด เมื่อยกที่สองเริ่ม มีการเทขายเงินบาทเพื่อซื้อดอลล่าเข้ามาอีกระลอกใหญ่สู้กันจนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศหมด พอยกที่3เริ่ม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่รอดประกาศลอยตัวค่าเงินบาททันที (เพราะเงินบาทในตลาดมันมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศจึงไม่มีเงินพอไปซื้อคืนจนหมด) เมื่อมีการเทขายแต่ไม่มีคนซื้อ ก็เหมือนกฎดีมาน/ซัพพลาย เมื่อต้องการขายมาก คนซื้อน้อยมันก็ล้นตลาด สุดท้ายราคาก็ตก เหมือนเงินบาทไทย สุดท้ายมันก็อ่อนค่าไปจนถึง 50กว่าบาท/ดอลล่าสหรัฐ ที่นี้นักค้าเงินที่มันเทขายไปที่ 25บาท/ดอลล่า มันกลับมาขายดอลล่าเพื่อซื้อบาทคืนในอัตราที่ประกาศลอยตัว คือ ถูกกว่าเกือบ2เท่า
สมมติ มันเอาเงินบาท 25บาทไปซื้อดอลล่าได้1ดอลล่า หลังประกาศลอยตัว มันเอา 1 ดอลล่าที่ซื้อไปมาซื้อเงินบาทคืนได้ 50กว่าบาท จะไม่กำไรได้ไงดูเอา อุอุอุ
ทีนี้ไฟแนนซ์ต่างๆที่กู้เงินจากธนาคารทุนในต่างประเทศก็พังสิ เพราะ สมมติว่ากู้เงินมา 1 ล้านดอลล่านำมาแลกเพื่อเอาไปปล่อยกู้ได้ 25ล้านบาท แต่พอค่าเงินลอยตัวที่ 50 บาท ต้องหาเงิน 50ล้านเพื่อซื้อ 1 ล้านดอลล่าไปคืนเค้า สรุปก็คืน มูลค่าหนี้ที่กู้มากลายเป็น 2 เท่าทันที จะทำอย่างไรก็ไม่คุ้มและไม่พอใช้หนี้ (ยกเว้นเอามาปล่อยร้อยละยี่ หรือปล่อยดอกลอย อิอิ) สุดท้ายมันก็เจ๊ง เมื่อระบบในไทยเจ๊ง ธนาคารทุนในต่างประเทศที่ปล่อยเงินกู้สถาบันการเงินไทยก็ไม่ได้รับชำระหนี้ มันก็กลายเป็นหนี้สูญ มันก็เริ่มกระทบกันเป็นลูกโซ่ ธุรกิจนำเข้าส่งออกที่ผูกไว้กับประเทศไหนมันก็กระทบกันทันที สุดท้ายมันก็ลามไปทั่วโลก
***ถ้าไฟแนนซ์ไม่ปล่อยเงินกู้อสังหาริมทรัพย์มั่ว(ช่วงนั้นแค่เขียนโครงการ+เอาที่ดินของโครงการมาค้ำประกันก็กู้ได้ง่ายๆ ทั้งๆที่ราคาที่ดินกับเงินกู้มันไม่บาลานซ์กัน(กู้ยอดมากกว่าราคาที่ดิน)) และหากทุนสำรองระหว่างประเทศเรามีมากพอ มันก็ไม่มีใครกล้ามาตอแย แต่เพราะความหายนะมันลงตัวสุดท้ายกลายเป็นฟองสบู่มันเลยแตก หุหุ
เจ้าของ blog
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Hamburger crisis (2)
เมื่อสถาบันการเงินที่ให้กู้ซื้อบ้านลดความเสี่ยงในการปล่อยกู้ ก็ระดมปล่อยกู้แข่งกันโดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ เมื่อปริมาณซัพพลาย(ต้องการซื้อบ้าน)สูงขึ้น ราคาบ้านก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากราคาจริง กลุ่มวานิชธนกิจได้ล๊อบบี้บริษัทจัดเรตติ้ง เช่น S&P, มู๊ดดี้ ฯลฯ ให้วานิชธนกิจเป็นการลงทุนระดับดับเบิ้ลเอ(AAA) มันทำให้ราคาหุ้นพุ่งเกินความเป็นจริง ทำให้มันเริ่มเป็นฟองสบู่ วานิชธนกิจออก CDO* จนเงินหมด เมื่อท้ายสุดวานิชธนกิจขาดสภาพคล่องเงินสดหมดมือ ก็ต้องหาเงินสดมาเพิ่มเพื่อซื้อสัญญาเงินกู้จากสถาบันการเงินและจ่ายดอกเบี้ย/เงินปันผลให้กับผู้ลงทุน เมื่อหาไม่ได้ก็ต้องกู้ ทำให้เงินทุนบริษัทสูงขึ้นหนี้สินเพิ่มขึ้น(เหมือนเจ้ามือแชร์ลูกโซ่มั๊ยล่ะ อิอิ) จากนั้นเมื่อถึงจุดที่สุด...ตลาด CDO ก็พัง เมื่อวานิชธนกิจพังลงหุ้นก็ตกนักลงทุนก็พังตาม ธนาคารทุนทั่วโลกที่ปล่อยกู้ให้กับวานิชธนกิจก็ประสบปัญหากันเป็นโดมิโน สุดท้ายก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไปทั้งโลก
แต่....ผู้บริหารหรือพวกCEO ของวานิชธนกิจก็ต้องรู้ว่าท้ายสุดงานเลี้ยงต้องมีเลิกรา(เหมือนเจ้ามือแชร์ลูกโซ่ทั่วไปว่าสุดท้ายมันก็จะไปไม่รอด) จึงขายหุ้นทิ้ง/ถ่ายเทเงินทุนก่อนวิกฤติเกิดขึ้น ร่ำรวยกันถ้วนหน้า
- Layman brother ธนาคารทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสหรัฐ ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่ปล่อยเงินกู้ให้วานิชธนกิจ เมื่อตลาด CDO พัง วานิชธนกิจก็พัง เมื่อวานิชธนกิจพังหนี้ก็สูญ สุดท้ายเลย์แมน บราเธอร์ก็ล่ม
- การล่มของ AIG เพราะบริษัทที่ว่านี้ไปออกตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยงของ CDO ซึ่งหลาย CDO เป็นสัญญาที่มีความเสี่ยงสูง, สัญญาเสีย(ไม่สามารถชำระหนี้ได้) สุดท้ายมันก็ล่มตามเลย์แมน
เจ้าของ blog
*CDO = สัญญาเงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
แต่....ผู้บริหารหรือพวกCEO ของวานิชธนกิจก็ต้องรู้ว่าท้ายสุดงานเลี้ยงต้องมีเลิกรา(เหมือนเจ้ามือแชร์ลูกโซ่ทั่วไปว่าสุดท้ายมันก็จะไปไม่รอด) จึงขายหุ้นทิ้ง/ถ่ายเทเงินทุนก่อนวิกฤติเกิดขึ้น ร่ำรวยกันถ้วนหน้า
- Layman brother ธนาคารทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสหรัฐ ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่ปล่อยเงินกู้ให้วานิชธนกิจ เมื่อตลาด CDO พัง วานิชธนกิจก็พัง เมื่อวานิชธนกิจพังหนี้ก็สูญ สุดท้ายเลย์แมน บราเธอร์ก็ล่ม
- การล่มของ AIG เพราะบริษัทที่ว่านี้ไปออกตราสารอนุพันธ์ประกันความเสี่ยงของ CDO ซึ่งหลาย CDO เป็นสัญญาที่มีความเสี่ยงสูง, สัญญาเสีย(ไม่สามารถชำระหนี้ได้) สุดท้ายมันก็ล่มตามเลย์แมน
เจ้าของ blog
*CDO = สัญญาเงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
วานิชธนกิจ
วานิชธนกิจ คือ บริษัท/สถาบันการเงิน/ธนาคาร ที่ระดมทุนจากนักลงทุน(ซึ่งมีทั้งคนแก่ใช้เงินเก็บ คนหนุ่มสาวอยากรวยเร็ว ฯลฯ) โดยการออกหุ้น ออกพันธบัตร ฯลฯ จากนั้นวานิชธนกิจจะนำเงินไปลงทุนในตลาดเงินต่างๆ คล้ายๆกับพวกกองทุนต่างๆในประเทศเรา นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนในรูป ในรูปเงินปันผล มูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น ดอกเบี้ย เคยดูหนัง Wall street แสดงโดย ไมเคิล ดักลาส กับชาลี ชีน หรือไม่ครับ บริษัทของ กอร์ดอน เก็คโค่ นั่นแหละครับ วานิชธนกิจ
วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Hamburger crisis (1)
รู้มั๊ยวิกฤติ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส 2008 หรือวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกา ปี2008 มันพังเพราะอะไร มาดูกัน ตามปกติเวลาเรากู้เงิน เราจะไปกู้กับสถาบันการเงิน ทีนี้เงินกู้หลักในประเทศอเมริกาก็คือกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือกู้ซื้อบ้านนี่แหละ เวลาแบงค์จะให้กู้แบงค์จะพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก กว่าจะอนุมัติแต่ละสินเชื่อต้องมั่นใจในเรื่องการชำระหนี้มากเพราะมันเป็นเงินกู้ระยะยาว ทีนี้มันมีพวกนักเศรษฐศาสตร์หัวใสคิดระบบการเงินขึ้นมาใหม่และมีการออกเป็นกฏข้อบังคับเรื่องการทำธุรกรรมขึ้นมา ดูๆแล้วเหมือนแชร์ลูกโซ่บ้านเรานี่แหละ
ปกติการกู้เงินจะเป็น
ผู้กู้ => ผู้ให้กู้
ผู้กู้ไปกู้ซื้อบ้านกับแบงค์ แบงค์ให้สินเชื่อจากนั้นรอชำระหนี้ตามระยะเวลาที่ตกลง
ระบบการเงินใหม่ที่กลุ่มการเงินอเมริกาทำก็คือให้วานิชธนกิจสามารถซื้อหนี้ที่มีความเสี่ยงจากสถาบันการเงินได้
ผู้กู้ => ผู้ให้กู้ => วานิชธนกิจ => นักลงทุน
เช่น ผู้กู้ไปกู้ซื้อบ้านกับแบงค์ แบงค์ให้สินเชื่อ ทีนี้แบงค์เอาสัญญากู้ที่ดูแล้วมีความเสี่ยงไปขายต่อให้กับวานิชธนกิจโดยมีบ้าน/ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน(CDO) วานิชธนกิจก็จะเอาสัญญากู้ไปออกตราสารหนี้/ตราสารอนุพันธ์ให้นักลงทุนมาซื้อรวมทั้งออกหุ้นของบริษัทตัวเองมาขาย โดยให้สถาบันจัดอันดับ(ที่วานิชธนกิจได้ทำการล็อบบี้ไว้แล้ว)มาจัดอันดับให้เป็นการลงทุนระดับทริปเปิลเอ(AAA)หรือหุ้นที่อนาคตไกล พื้นฐานดีและน่าลงทุนมาก เพื่อดึงดูดนักลงทุน
ทีนี้ปัญหามันคือพอแบงค์มันไม่มีความเสี่ยงมันก็ปล่อยกู้อย่างระห่ำ ปล่อยสินเชื่อแม้ คนตกงาน, คนที่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายมันก็ให้กู้ เริ่มเห็นภาพหายนะมั๊ยคับนี่คือจุดเริ่มต้นของระเบิดเวลา .......เอาไว้มาต่อวันหลังตอนที่(2) นะครับ
เจ้าของ blog
ปกติการกู้เงินจะเป็น
ผู้กู้ => ผู้ให้กู้
ผู้กู้ไปกู้ซื้อบ้านกับแบงค์ แบงค์ให้สินเชื่อจากนั้นรอชำระหนี้ตามระยะเวลาที่ตกลง
ระบบการเงินใหม่ที่กลุ่มการเงินอเมริกาทำก็คือให้วานิชธนกิจสามารถซื้อหนี้ที่มีความเสี่ยงจากสถาบันการเงินได้
ผู้กู้ => ผู้ให้กู้ => วานิชธนกิจ => นักลงทุน
เช่น ผู้กู้ไปกู้ซื้อบ้านกับแบงค์ แบงค์ให้สินเชื่อ ทีนี้แบงค์เอาสัญญากู้ที่ดูแล้วมีความเสี่ยงไปขายต่อให้กับวานิชธนกิจโดยมีบ้าน/ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน(CDO) วานิชธนกิจก็จะเอาสัญญากู้ไปออกตราสารหนี้/ตราสารอนุพันธ์ให้นักลงทุนมาซื้อรวมทั้งออกหุ้นของบริษัทตัวเองมาขาย โดยให้สถาบันจัดอันดับ(ที่วานิชธนกิจได้ทำการล็อบบี้ไว้แล้ว)มาจัดอันดับให้เป็นการลงทุนระดับทริปเปิลเอ(AAA)หรือหุ้นที่อนาคตไกล พื้นฐานดีและน่าลงทุนมาก เพื่อดึงดูดนักลงทุน
ทีนี้ปัญหามันคือพอแบงค์มันไม่มีความเสี่ยงมันก็ปล่อยกู้อย่างระห่ำ ปล่อยสินเชื่อแม้ คนตกงาน, คนที่รายได้ไม่พอกับรายจ่ายมันก็ให้กู้ เริ่มเห็นภาพหายนะมั๊ยคับนี่คือจุดเริ่มต้นของระเบิดเวลา .......เอาไว้มาต่อวันหลังตอนที่(2) นะครับ
เจ้าของ blog
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)